การจัดเตรียมสำหรับโปรดักชันแบบเสมือนจริงด้วยอุปกรณ์ Apple และ Genlock

การรองรับ Genlock บน Mac และ iPhone ช่วยให้คุณเชื่อมต่อจอภาพเข้ากับ Mac เพื่อแสดงคอนเทนต์ฉากหลัง บันทึกวิดีโอจากหลายมุมกล้องด้วย iPhone และซิงค์อุปกรณ์ทั้งหมดด้วยเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ Genlock และ Dock ที่ใช้งานร่วมกันได้

เกี่ยวกับโปรดักชันแบบเสมือนจริงและการซิงค์

ในโปรดักชันแบบเสมือนจริง การแสดงสดจะถูกถ่ายทำเบื้องหน้าฉากหลังวิดีโอแบบไดนามิกและซิงค์เวลาไว้ให้ตรงกัน และเพื่อให้โปรดักชันแบบเสมือนจริงประสบความสำเร็จ อุปกรณ์ที่ใช้เล่นวิดีโอและกล้องจะต้องใช้สัญญาณอ้างอิงเวลาเดียวกัน เมื่ออุปกรณ์ซิงค์กันอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ละเฟรมของวิดีโอที่บันทึกก็จะซิงค์ตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยให้คุณตัดต่อวิดีโอได้อย่างแม่นยำระดับมืออาชีพโดยไม่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการจัดเฟรมทีละเฟรมด้วยตนเอง

ข้อกำหนดของระบบ

เมื่อมีการรองรับ Genlock บน iPhone และ Mac รุ่นที่ใช้งานร่วมกันได้ ตอนนี้คุณก็สามารถทำงานโปรดักชันแบบเสมือนจริงในที่ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ออฟฟิศ ที่บ้าน หรือในสตูดิโอ เพียงเชื่อมต่อ Mac เข้ากับทีวี OLED หรือจอภาพประเภทอื่นที่ใช้งานร่วมกันได้ เล่นคอนเทนต์บน Mac จากนั้นก็บันทึกภาพนักแสดงและอุปกรณ์ประกอบเบื้องหน้าฉากหลังวิดีโอได้โดยใช้ iPhone หรือกล้องของบริษัทอื่นที่รองรับ Genlock โดยคุณสามารถซิงค์ทุกอย่างได้ด้วยเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์แบบใช้สายหรือไร้สายที่รองรับ Genlock และ Dock แบบ USB-C ที่ใช้งานร่วมกันได้อย่าง BlackMagic Camera ProDock

ข้อกำหนดด้านฮาร์ดแวร์

  • สำหรับการเล่นวิดีโอ ต้องมี Mac mini (ชิป M5 Pro), Mac Studio (ชิป M5 Max) หรือ Mac Studio (ชิป M5 Ultra) ที่ใช้ macOS 27 Golden Gate

  • สําหรับการบันทึกวิดีโอ ต้องมี iPhone 17 Pro หรือรุ่น Pro ที่ใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 26 หรือใหม่กว่า หรือกล้องของบริษัทอื่นที่รองรับ Genlock

  • (ตัวเลือกเสริม) สำหรับการจัดเก็บวิดีโอที่บันทึกบน iPhone ต้องมีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกแบบ SSD สำหรับอุปกรณ์ iOS ของคุณ

  • สำหรับ Mac และ iPhone แต่ละเครื่องในโปรดักชัน คุณต้องมี Dock ที่รองรับซึ่งมาพร้อมการเชื่อมต่อ USB-C และช่องรับและส่งสัญญาณซิงค์ Genlock เช่น BlackMagic Camera ProDock

  • ระบบเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ที่รองรับ Genlock โดยรองรับทั้งเครื่องกำเนิดสัญญาณแบบใช้สายหนึ่งเครื่อง หรือเครื่องกำเนิดสัญญาณแบบไร้สายหลายเครื่องในรูปแบบการกำหนดค่าเครื่องส่ง/เครื่องรับ1

  • (ตัวเลือกเสริม) ตัวแยกสัญญาณ BNC เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายเครื่องเข้ากับระบบเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์

  • สำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณซิงค์ ให้ใช้สาย BNC เพื่อเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์เข้ากับ Dock

  • จอภาพ เช่น ทีวี OLED ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ หรือโปรเจ็กเตอร์ที่รองรับอัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ (VRR)

  • สำหรับการเชื่อมต่อวิดีโอจาก Mac ไปยังจอภาพ ให้ใช้สาย HDMI หรือสาย USB-C หรือ Thunderbolt สำหรับการเชื่อมต่อพอร์ตจอภาพ

ข้อกำหนดด้านซอฟต์แวร์

  • Final Cut Camera เวอร์ชั่นล่าสุดหรือแอปกล้องของบริษัทอื่น เช่น BlackMagic Camera ที่รองรับ Genlock บน iPhone แต่ละเครื่องที่ใช้ในโปรดักชัน

  • ซอฟต์แวร์สำหรับตั้งโปรแกรมอุปกรณ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ที่คุณใช้ ดูรายละเอียดในเอกสารของผู้ผลิต

กำหนดค่าและเชื่อมต่อจอภาพ

กำหนดค่าจอภาพ จากนั้นเชื่อมต่อจอภาพเข้ากับ Mac ของคุณ

กำหนดค่าการตั้งค่าบนจอภาพ

ชื่อของการตั้งค่าเหล่านี้บนจอภาพจะแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วควรเปิดใช้การตั้งค่าประเภทต่อไปนี้

  • โหมดเกม หรือการตั้งค่าที่คล้ายกัน บนจอภาพยอดนิยมบางรุ่น การตั้งค่านี้เรียกว่า “AMD FreeSync”, “nVidia GSync” หรือ “HDMI VRR”

  • การตั้งค่า HDR หรือความลึกของสี

  • การตอบสนองของเกมแบบทันทีหรือแบบรวดเร็ว

ปิดใช้การตั้งค่าประเภทต่อไปนี้

  • การปรับปรุงการเคลื่อนไหว

  • การลดนอยซ์

  • ความละเอียดขั้นสูง

  • การแทรกเฟรมดำ

  • ตัวเลือก AI หรือตัวเลือกการปรับคอนเทนต์อื่นๆ

การประมวลผลเพิ่มเติมใดๆ ในคอนเทนต์ฉากหลัง นอกเหนือจากการปรับแต่งพื้นฐาน เช่น ความสว่างและคอนทราสต์ ควรดำเนินการบน Mac ที่เชื่อมต่ออยู่ ทั้งนี้การตั้งค่าการประมวลผลขั้นสูงบนจอภาพอาจเพิ่มความล่าช้า (ความหน่วง) ให้กับสัญญาณวิดีโอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการซิงค์กับกล้องได้

ในแอปกล้องบางแอป เช่น Final Cut Camera คุณสามารถปรับสัญญาณซิงค์เพื่อชดเชยความหน่วงนั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาพซ้อนในฟุตเทจที่บันทึกได้

เชื่อมต่อจอภาพ

  1. เชื่อมต่อจอภาพเข้ากับ Mac

  2. เปิดเครื่อง Mac และจอภาพ

กำหนดค่าและเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์

การตั้งค่าอัตราเฟรมบนเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์จะต้องตรงกับการตั้งค่าอัตราเฟรมบน iPhone ทุกเครื่องที่คุณใช้บันทึกวิดีโอ ส่วนความละเอียดไม่จำเป็นต้องตรงกัน

  1. เปิดเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ทั้งหมด

  2. หากคุณใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์แบบไร้สาย ให้ตั้งค่าการเชื่อมต่อคลื่นความถี่วิทยุ (RF) แบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ซิงค์ตามเอกสารประกอบของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในระบบซิงค์แบบไร้สายทั่วไปนั้น ตัวส่งสัญญาณจะส่งสัญญาณ Genlock ไปยังตัวรับสัญญาณแต่ละตัวในระบบ ส่วนการตั้งค่าแบบมัลติแคม iPhone แต่ละเครื่องจะต้องมีตัวรับสัญญาณซิงค์ของตัวเอง

  3. ตั้งค่าอัตราเฟรมบนเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์หลักให้ตรงกับอัตราเฟรมบน iPhone แต่ละเครื่องที่ใช้บันทึกวิดีโอ

    • หากคุณใช้อุปกรณ์ที่มีสวิตช์ DIP ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตั้งค่าความละเอียดที่จับคู่กับอัตราเฟรมที่ต้องการอยู่ในรูปแบบโปรเกรสซีฟ เช่น “1080p/29.97” โปรดศึกษาตารางสวิตช์ DIP ที่ผู้ผลิตจัดเตรียมไว้

    • สำหรับเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ที่มีการตั้งค่าผ่านซอฟต์แวร์ที่สามารถกำหนดค่าได้ ให้ตั้งค่าความละเอียดเป็นรูปแบบโปรเกรสซีฟ เช่น “1080p”

  4. เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับรูปแบบวิดีโอแบบโปรเกรสซีฟ ให้ตั้งค่าเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงก์เป็นแบบ 3 ระดับ หากมีตัวตั้งค่านี้

  5. เชื่อมต่อเอาต์พุตของเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์แต่ละตัวเข้ากับอินพุตสัญญาณซิงค์แต่ละตัวบน Dock แต่ละตัวด้วยสาย BNC

  6. สำหรับการตั้งค่าที่มีการใช้ตัวแยกสัญญาณ ให้เชื่อมต่อเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์เข้ากับอินพุตของตัวแยกสัญญาณ จากนั้นเชื่อมต่อเอาต์พุตของตัวแยกสัญญาณเข้ากับ Dock ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ตัวแยกสัญญาณมากกว่าหนึ่งตัว

  7. ตรวจสอบไฟแสดงสถานะบน Dock แต่ละตัว เพื่อให้แน่ใจว่า Dock รับสัญญาณ Genlock อยู่

เชื่อมต่อและกำหนดค่า Mac

  1. เชื่อมต่อ Dock เข้ากับพอร์ต USB-C บน Mac หากคุณมี Dock ของ BlackMagic ให้เชื่อมต่อสาย USB-C ในตัวเข้ากับ Mac2 ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เชื่อมต่อ Dock เข้ากับพอร์ต USB-C ที่ใช้งานร่วมกันได้บน Mac ของคุณ ดังนี้

    • สำหรับ Mac mini (ชิป M5 Pro) และ Mac Studio (ชิป M5 Max) ให้เชื่อมต่อ Dock เข้ากับพอร์ต USB-C ที่ด้านหลังของคอมพิวเตอร์

    • สำหรับ Mac Studio (ชิป M5 Ultra) ให้เชื่อมต่อ Dock เข้ากับพอร์ต USB-C ใดก็ได้บนคอมพิวเตอร์

  2. เลือกการตั้งค่าระบบจาก เมนู Apple จากนั้นเลือกจอภาพจากแถบด้านข้าง

  3. ที่ด้านบนสุดของหน้าต่างการตั้งค่าจอภาพ ให้เลือกจอภาพที่คุณใช้เป็นฉากหลังวิดีโอ

  4. เลือกเมนูอัตรารีเฟรชที่แสดงขึ้น จากนั้นเลือกตัวเลือก Genlock ที่มีให้ โดย Mac ของคุณจะปรับอัตรารีเฟรชของจอภาพโดยอัตโนมัติให้อยู่ในช่วงการทำงาน VRR ของจอภาพ ตัวอย่างเช่น หากคุณเลือก Genlock (30 Hz) Mac ของคุณอาจส่งสัญญาณออกที่ 60 Hz ไปยังจอภาพ แต่ iPhone ของคุณจะยังคงซิงค์กับข้อมูลอ้างอิง Genlock ที่ 30 Hz

  5. เพื่อลดการขัดจังหวะในโปรดักชันแบบเสมือนจริง ให้เลือกโหมดโฟกัสในศูนย์ควบคุม เช่น ห้ามรบกวน

เชื่อมต่ออุปกรณ์ iOS และกำหนดค่าแอปกล้อง

หลังจากที่คุณกำหนดค่า Mac แล้ว ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ iOS ของคุณเข้ากับ Dock ที่เกี่ยวข้อง กำหนดค่าแอปกล้องที่คุณใช้บันทึกวิดีโอ จากนั้นจัดแนวการวางอุปกรณ์ iOS ของคุณให้เหมาะสำหรับการบันทึกวิดีโอ

เชื่อมต่ออุปกรณ์ iOS

  1. เชื่อมต่อ Dock เข้ากับ iPhone โดยใช้สาย USB-C หากคุณมี BlackMagic Camera ProDock ให้เชื่อมต่อสาย USB-C ในตัวเข้ากับ iPhone2

  2. หากคุณใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกเพื่อจัดเก็บวิดีโอ ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับพอร์ต USB-C บน Dock ที่เกี่ยวข้อง

กำหนดค่าแอปกล้องของคุณ

จากนั้น ให้กำหนดค่าแอปที่คุณใช้บันทึกวิดีโอบน iPhone

กำหนดค่า Final Cut Camera

ตั้งอัตราเฟรมให้ถูกต้อง ซิงค์ iPhone ของคุณกับสัญญาณ Genlock ที่รับเข้ามา และกำหนดตําแหน่งจัดเก็บสําหรับวิดีโอที่บันทึก

  1. เปิด Final Cut Camera

  2. บนหน้าจอกล้อง ให้แตะปุ่มการตั้งค่า จากนั้นแตะการตั้งค่า

  3. ตั้งค่ารูปแบบวิดีโอ เช่น ตัวแปลงสัญญาณ (Codec), ความละเอียด (ขนาดเฟรม), อัตราเฟรม และปริภูมิสี ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตั้งค่าอัตราเฟรมตรงกับอัตราเฟรมเอาต์พุต Genlock ของเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์

  4. บนหน้าการตั้งค่าหลัก ให้แตะ Genlock จากนั้นแตะแหล่งข้อมูลภายนอก หากเครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์เปิดอยู่และอุปกรณ์ทั้งหมดเชื่อมต่ออย่างถูกต้อง Final Cut Camera จะเชื่อมต่อกับสัญญาณ Genlock และแสดงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่จ่ายสัญญาณ Genlock นั้นให้เห็น โดยสีของไอคอนถัดจากชื่ออุปกรณ์จะแสดงสถานะปัจจุบัน ดังนี้

    • สีเขียว หมายถึง ซิงค์แล้ว

    • จุดสีเขียว หมายถึง ซิงค์แบบล็อครหัสเวลาแล้ว

    • สีแดง หมายถึง ข้อผิดพลาดเนื่องจากไม่อยู่ในสถานะซิงค์

  5. หากคุณใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกเพื่อจัดเก็บวิดีโอ ให้ตั้งค่าแอปให้จัดเก็บวิดีโอในอุปกรณ์ภายนอกนั้นๆ

กำหนดค่าแอปกล้องของบริษัทอื่น

ศึกษาเอกสารประกอบสำหรับแอปกล้องของคุณเพื่อตั้งค่าอัตราเฟรมที่ถูกต้อง ซิงค์แอปกับสัญญาณ Genlock ขาเข้า และตั้งค่าตําแหน่งจัดเก็บสําหรับวิดีโอที่บันทึก

หากแอปกล้องของคุณไม่รู้จัก Genlock

หากคุณได้รับข้อความแสดงข้อผิดพลาดว่าแอปของคุณตรวจไม่พบ Genlock ให้ตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้

  • เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์เปิดอยู่และกำหนดค่าไว้อย่างถูกต้อง

  • เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์เชื่อมต่ออยู่กับฮับ

  • iPhone เชื่อมต่ออยู่กับสายหรือพอร์ต USB-C ที่ถูกต้องบน Dock

จัดแนวการวาง iPhone แต่ละเครื่องที่ใช้บันทึก

คุณสามารถใช้กล้องหน้าหรือกล้องหลังบน iPhone เพื่อบันทึกวิดีโอในโปรดักชันแบบเสมือนจริงได้ ทั้งนี้ให้จัดวางอุปกรณ์ตามแนวต่อไปนี้3

  • หากคุณกำลังบันทึกด้วยกล้องหลัง ให้จัดวาง iPhone ให้อยู่ในแนวนอนในโหมดแนวนอน โดยกล้องหลังควรอยู่ที่ขอบด้านบนของอุปกรณ์

  • หากคุณกำลังบันทึกด้วยกล้องหน้า คุณควรจัดวาง iPhone ให้อยู่ในแนวตั้ง

ใช้ Mac เพื่อเล่นไฟล์วิดีโอ

ตอนนี้ Mac จะทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นวิดีโอของคุณ คุณสามารถใช้ Final Cut Pro หรือ QuickTime ได้ โดยต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอัตราเฟรมของไฟล์วิดีโอตรงกับอัตรา Genlock ที่คุณตั้งไว้ก่อนหน้านี้ เรียกใช้แอปเล่นวิดีโอในแบบเต็มหน้าจอและปิดแอปอื่นๆ เพื่อลดความหน่วงและการขัดจังหวะ

หากคุณเห็นภาพซ้อนบนวิดีโอที่บันทึก

หากสัญญาณ Genlock มาถึงอุปกรณ์ Mac และ iPhone ของคุณไม่พร้อมกัน วิดีโอฉากหลังอาจเกิดความล่าช้าเล็กน้อย ความล่าช้านี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงการใช้อะแดปเตอร์แปลงสัญญาณวิดีโอแบบกายภาพ และการประมวลผลขั้นสูงบางประเภทบนตัวจอภาพเอง ซึ่งหากความล่าช้านี้มีมากพอ ก็สามารถทำให้เกิดภาพซ้อนจางๆ ของภาพที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (หรือที่เรียกว่า อาการภาพซ้อนหรือ Ghosting Artifact) ในวิดีโอฉากหลังของวิดีโอที่บันทึกได้

ในการปรับแก้ความล่าช้านี้ คุณสามารถตั้งค่าระยะห่าง Genlock ใน Final Cut Camera เพื่อให้เฟรมภาพได้รับการจัดเรียงอย่างถูกต้อง ดังนี้

  1. ไปที่แอป Final Cut Camera บน iPhone

  2. ในหน้าจอกล้อง ให้แตะปุ่มการตั้งค่า แตะการตั้งค่า จากนั้นแตะ Genlock

  3. แตะ ปรับระยะห่าง Genlock จากนั้นลากแถบเลื่อนขณะดูตัวอย่างวิดีโอ

  4. หากคุณต้องการเปลี่ยนหน่วยของค่าออฟเซ็ต ให้แตะปุ่มเพิ่มเติม จากนั้นเลือกตัวเลือก ดังนี้

    • ซับเฟรม: ซับเฟรมมีระยะเวลาเป็น 1/100 ของเฟรมวิดีโอ ดังนั้นระยะเวลาของซับเฟรมในเวลาจริงจึงขึ้นอยู่กับอัตราเฟรม

    • ไมโครวินาที: ไมโครวินาทีคือหน่วยเวลาสัมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับ 1/1,000,000 ของวินาที

  5. เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ให้แตะปุ่มปิด

  6. หากต้องการทดสอบค่าออฟเซ็ต ให้เล่นวิดีโอที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (หรือสลับไปมาระหว่างภาพสองภาพ) แล้วทำการบันทึก ตรวจสอบการบันทึกว่ามีอาการภาพซ้อนหรือไม่ จากนั้นปรับค่าออฟเซ็ตจนกว่าอาการภาพซ้อนจะหายไป

1. เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ที่รองรับ Genlock ของบริษัทอื่น ได้แก่ Blackmagic Mini Converter Sync Generator (แบบใช้สาย), Ambient Lockit (ACN-CL) (แบบไร้สาย) และ Atomos UltraSync One (แบบไร้สาย)

2. สำหรับ Dock รุ่นอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก BlackMagic Camera ProDock โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับพอร์ตหรือสาย USB-C ที่ควรใช้จากเอกสารประกอบ

3. เซ็นเซอร์กล้องใน iPhone รุ่นที่ใช้งานร่วมกันได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “Rolling Shutter” ในการอ่านข้อมูลภาพ ซึ่งหมายความว่าบางพิกเซลจากเซ็นเซอร์กล้องอาจไม่ได้ถูกบันทึกพร้อมกัน นอกจากนี้ ทิศทางที่บันทึกพิกเซลนั้นจะคงที่ ในทำนองเดียวกัน พิกเซลของจอภาพ LED หรือ OLED (หรือจอภาพแบบเรสเตอร์ ใดๆ) ก็ไม่ได้สว่างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด และทิศทางที่พิกเซลของจอภาพสว่างขึ้นนั้นก็คงที่เช่นกัน สำหรับจอภาพ ทิศทางคือจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่างสำหรับจอภาพที่จัดวางในแนวนอนตามมาตรฐาน ในทำนองเดียวกัน สำหรับเซ็นเซอร์ iPhone ทิศทางคือจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง หากถือโทรศัพท์ไว้ในแนวนอนโดยที่กล้องด้านหลังอยู่ที่ด้านบนของโทรศัพท์ และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งจอภาพและโทรศัพท์ควรอยู่ในทิศทางที่สอดคล้องกันเพื่อให้ทิศทางที่จอภาพปล่อยแสงสว่างออกและทิศทางที่เซ็นเซอร์กล้องอ่านข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตโดย Apple หรือเว็บไซต์อิสระที่ Apple ไม่ได้ควบคุมหรือทดสอบไม่ถือเป็นการแนะนำหรือการรับรองใดๆ Apple จะไม่รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือก ประสิทธิภาพการทำงาน หรือการใช้งานเว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น Apple ไม่รับรองความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ของบริษัทอื่น โปรดติดต่อผู้จำหน่ายหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

วันที่เผยแพร่: