แบตเตอรี่และประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone

ทำความเข้าใจประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone รวมถึงความเกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ของคุณ

เป้าหมายที่เราวางไว้สำหรับ iPhone คือทำให้เครื่องสามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายและไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นจำนวนมาก ขอบเขตเทคโนโลยีที่สำคัญของเราอยู่ที่แบตเตอรี่และประสิทธิภาพการทำงาน โดยแบตเตอรี่เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน และมีตัวแปรจำนวนมากที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่และส่งผลเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone แบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ทุกชนิดเป็นชิ้นส่วนที่ใช้แล้วหมดไปและมีอายุการใช้งานที่จำกัด ซึ่งหมายความว่าท้ายที่สุดแล้ว ความจุและประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่เหล่านี้จะเสื่อมถอย แบตเตอรี่จึงจำเป็นต้องรับการซ่อมแซมหรือรีไซเคิล และการเสื่อมถอยนี้สามารถส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานของ iPhone เราได้เรียบเรียงข้อมูลเหล่านี้เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม

เกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

แบตเตอรี่ iPhone ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออน ซึ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นเก่าๆ แล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่า เก็บประจุได้นานกว่า และมีความหนาแน่นของกำลังไฟที่สูงกว่า จึงให้ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นพร้อมทั้งมีน้ำหนักที่เบาลง โดยในขณะนี้ เทคโนโลยีลิเธียมไอออนแบบชาร์จซ้ำได้เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์ของคุณ ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ให้เต็มขีดความสามารถ

“ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่” หมายถึงระยะเวลาที่อุปกรณ์สามารถทำงานได้ก่อนที่จะต้องชาร์จใหม่ “อายุการใช้งานแบตเตอรี่” หมายถึงระยะเวลาที่แบตเตอรี่สามารถทำงานได้ก่อนที่จะต้องเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อระยะเวลาการใช้งานและอายุการใช้งานแบตเตอรี่มาจากหลายๆ สิ่งที่คุณทำกับอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้อุปกรณ์อย่างไร ก็ล้วนแต่มีวิธีช่วยในส่วนนี้เสมอ อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะเกี่ยวพันกับ “อายุเคมี” ของแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่จะประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆ อาทิ จำนวนรอบการชาร์จ และวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ให้เต็มขีดความสามารถ และเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ตัวอย่างเช่น ชาร์จ iPhone เพียงครึ่งเดียวเมื่อต้องเก็บไว้เป็นระยะยาว และหลีกเลี่ยงการชาร์จหรือวาง iPhone ทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ร้อน รวมถึงสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน

เมื่อแบตเตอรี่มีอายุทางเคมีเพิ่มขึ้น

แบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ทุกชนิดเป็นชิ้นส่วนที่ใช้แล้วหมดไปซึ่งจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อมีอายุทางเคมีเพิ่มขึ้น

เมื่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีอายุทางเคมีเพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการเก็บประจุจะลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อุปกรณ์จำเป็นต้องชาร์จซ้ำในรอบระยะเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม นอกจากนี้ ความสามารถในการจ่ายไฟอย่างรวดเร็วของแบตเตอรี่จะลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้องสามารถดึงกำลังไฟจากแบตเตอรี่ได้อย่างทันทีเพื่อให้โทรศัพท์สามารถทำงานอย่างเป็นปกติได้ คุณสมบัติหนึ่งที่ส่งผลต่อการจ่ายไฟอย่างทันทีนี้ คือความต้านทานของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ที่มีความต้านทานสูงจะไม่สามารถจ่ายไฟได้เร็วพอตามที่ระบบต้องการ ซึ่งความต้านทานของแบตเตอรี่สามารถเพิ่มขึ้นได้หากแบตเตอรี่มีอายุเคมีสูง ความต้านทานของแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้นชั่วคราวเมื่อแบตเตอรี่มีระดับการประจุต่ำ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำ โดยเมื่อผนวกกับอายุทางเคมีที่สูงแล้ว ความต้านทานจะเพิ่มยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของคุณสมบัติทางเคมีในแบตเตอรี่ซึ่งเป็นปกติทั่วไปของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้

เมื่อมีการดึงกำลังไฟจากแบตเตอรี่ที่มีระดับความต้านทานสูง แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ก้อนนั้นจะลดลงเป็นอย่างมาก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จำเป็นต้องใช้แรงดันไฟฟ้าอย่างน้อยจำนวนหนึ่งเพื่อให้สามารถทำงานได้ ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้จะหมายรวมถึงอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายในของอุปกรณ์ วงจรควบคุม และตัวแบตเตอรี่เอง ระบบการจัดการพลังงานจะกำหนดขีดปริมาณการจ่ายไฟของแบตเตอรี่ รวมถึงจัดการปริมาณงานเพื่อให้สามารถควบคุมรักษาการทำงานได้ เมื่อมาถึงจุดที่ไม่สามารถส่งกำลังไฟไปจุนเจือการทำงานได้เพียงพอแม้ระบบการจัดการพลังงานจะทำงานเต็มขีดความสามารถแล้วก็ตาม ระบบจะปิดเครื่องเพื่อปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าการปิดเครื่องนี้จะเป็นการกระทำโดยเจตนาจากฝั่งของอุปกรณ์ แต่ฝั่งของผู้ใช้อาจไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

การป้องกันไม่ให้ปิดเครื่องโดยไม่คาดคิด

เมื่อแบตเตอรี่มีระดับการประจุต่ำ อายุเคมีสูง หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ ก็มีโอกาสสูงขึ้นที่ผู้ใช้จะประสบเหตุการณ์เครื่องปิดลงโดยไม่คาดคิด ซึ่งในกรณีร้ายแรง การปิดเครื่องอาจเกิดขึ้นถี่มากจนส่งผลให้อุปกรณ์เชื่อถือไม่ได้หรือไม่สามารถใช้งานได้ iOS 10.2.1 (เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2017) มาพร้อมกับรายการอัพเดทสำหรับ iPhone รุ่นเก่าเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องเหล่านั้นปิดลงโดยไม่คาดคิด ซึ่งจะมาพร้อมคุณสมบัติสำหรับ iPhone 6, iPhone 6 Plus, iPhone 6s, iPhone 6s Plus และ iPhone SE ที่จะพุ่งเข้าไปจัดการระบบเวลาที่เครื่องทำงานเต็มขีดสุดอย่างฉับพลัน (เฉพาะเมื่อจำเป็น) เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ปิดเครื่องอย่างไม่คาดคิด ความสามารถนี้ครอบคลุมไปถึง iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ที่ติดตั้ง iOS 11.2 และเราจะเดินหน้าปรับปรุงคุณสมบัติการจัดการพลังงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยส่วนเดียวที่เพิ่มเข้ามาของคุณสมบัตินี้ คือส่วนที่ป้องกันไม่ให้ปิดเครื่องอย่างไม่คาดคิด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถใช้งาน iPhone ต่อไปได้ คุณสมบัติการจัดการพลังงานนี้มีเฉพาะสำหรับ iPhone และไม่สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นของ Apple ได้

วิธีการทำงานของการจัดการพลังงานคือจะคอยตรวจตราหลายๆ ส่วนพร้อมกัน ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิของอุปกรณ์ ระดับการประจุของแบตเตอรี่ และความต้านทานของแบตเตอรี่ โดย iOS จะเข้าไปจัดการประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดของส่วนประกอบระบบบางชิ้น อาทิ CPU และ GPU เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปิดเครื่องโดยไม่คาดคิดเฉพาะเมื่อตัวแปรเหล่านี้จำเป็นต้องรับการจัดการเท่านั้น การเข้าไปจัดการดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณงานของอุปกรณ์ปรับสมดุลด้วยตัวเอง ทำให้เครื่องกระจายงานระบบได้ราบรื่นขึ้นแทนการเร่งประสิทธิภาพการทำงานอย่างฉับพลันเป็นวงกว้างพร้อมกันทั้งหมด ในบางกรณี ผู้ใช้อาจไม่ได้รู้สึกว่าอุปกรณ์มีประสิทธิภาพการทำงานประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งระดับการเปลี่ยนแปลงที่รับรู้ได้จะขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องรับการจัดการพลังงานมากน้อยเพียงใด

ในกรณีที่เครื่องจำเป็นต้องรับการจัดการพลังงานในระดับที่สูงมาก ผู้ใช้อาจรู้สึกถึงผลกระทบต่างๆ อาทิ

  • ใช้เวลานานขึ้นในการเปิดใช้แอพ
  • อัตราเฟรมลดลงเวลาที่เลื่อนหน้า
  • แบ็คไลท์หรี่แสง (ซึ่งสามารถเข้าไปแก้ไขได้ในศูนย์ควบคุม)
  • ระดับเสียงของลำโพงลดลงไม่เกิน -3 dB
  • บางแอพมีอัตราเฟรมลดลงเป็นอย่างมาก
  • ในกรณีที่ร้ายแรงมาก แฟลชของกล้องจะถูกปิดใช้งานแม้ในขณะที่แสดงอยู่บน UI กล้อง
  • แอพที่มีการดึงข้อมูลใหม่ในเบื้องหลังอาจจำเป็นต้องรับการโหลดอีกครั้งเมื่อเปิด

ส่วนที่สำคัญหลายๆ ส่วนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากคุณสมบัติการจัดการพลังงานนี้ ซึ่งตัวอย่างของส่วนดังกล่าวมีดังนี้

  • คุณภาพการโทรผ่านเซลลูลาร์และประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลของเครือข่าย
  • คุณภาพของรูปภาพและวิดีโอที่ถ่าย
  • ประสิทธิภาพการทำงานของ GPS
  • ความแม่นยำของตำแหน่งที่ตั้ง
  • เซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ ไจโรสโคป ตัวตรวจจับการหมุน บารอมิเตอร์
  • Apple Pay

รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม

สำหรับกรณีที่แบตเตอรี่มีระดับการประจุต่ำหรืออยู่ในพื้นที่อุณหภูมิต่ำ การจัดการพลังงานจะเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราว หากแบตเตอรี่ของอุปกรณ์มีอายุทางเคมีที่สูงในระดับหนึ่ง การจัดการพลังงานอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาที่นานขึ้น ซึ่งเป็นเพราะแบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ทุกชนิดเป็นชิ้นส่วนที่ใช้แล้วหมดไปและมีอายุการใช้งานที่จำกัด สุดท้ายแล้ว แบตเตอรี่เหล่านี้ต่างจำเป็นต้องรับการซ่อมแซมหรือรีไซเคิล หากคุณได้รับผลกระทบจากส่วนนี้และต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นก้อนใหม่อาจช่วยได้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริการและการรีไซเคิลแบตเตอรี่

หากต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ iPhone ของคุณ ให้จองเวลานัดหมายที่ Apple Store หรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Apple สำหรับตัวเลือกการบริการหรือความช่วยเหลืออื่นๆ โปรดติดต่อฝ่ายบริการช่วยเหลือของ Apple

วันที่เผยแพร่: