วิธีการแก้ไขปัญหา Fusion Drive แยกไดรฟ์

หาก Fusion Drive แสดงเป็นสองไดรฟ์แทนที่จะเป็นไดรฟ์เดียวใน Finder ก็จะไม่สามารถทำงานเป็น Fusion Drive ได้อีก ซึ่งสามารถแก้ไขได้ดังนี้

Fusion Drive คือตัวเลือกพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ iMac และ Mac mini บางรุ่น ซึ่งรวมเอาฮาร์ดไดรฟ์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชมาไว้ในโวลุ่มเดียว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและความจุพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ดีขึ้นกว่าเดิม หาก Fusion Drive แสดงเป็นสองไดรฟ์แทนที่จะเป็นไดรฟ์เดียวใน Finder ก็จะไม่สามารถทำงานเป็น Fusion Drive ได้อีก กรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่เปลี่ยน Fusion Drive ไดรฟ์ใดไดรฟ์หนึ่ง หรือใช้ซอฟต์แวร์ในการแยกไดรฟ์เป็นหลายโวลุ่มโดยเจตนา

คุณสามารถใช้ทั้งสองไดรฟ์แยกกันต่อไปได้ หรือทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อรับประโยชน์จากการมีโวลุ่มตรรกะโวลุ่มเดียวของ Fusion Drive อีกครั้ง

ก่อนที่คุณจะเริ่ม

หากคุณไม่แน่ใจว่า Mac ที่คุณใช้ได้รับการปรับแต่งด้วย Fusion Drive หรือไดรฟ์ถูกแยก ให้ทำดังนี้

  1. ยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่เชื่อมต่อกับ Mac
  2. เลือกเมนู Apple () > เกี่ยวกับ Mac นี้ จากนั้นให้คลิกแท็บพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 
    • หากคุณเห็นไดรฟ์ที่ชื่อ Fusion Drive แสดงว่า Fusion Drive กำลังทำงานและบทความนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณ
    • หากคุณมี Apple Fusion Drive ที่ถูกแยก คุณควรจะเห็นเป็นสองไดรฟ์ โดยไดรฟ์หนึ่งควรจะมีชื่อว่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช และมีความจุ 24GB, 32GB หรือ 128GB ส่วนอีกไดรฟ์หนึ่งควรจะมีขนาดอย่างน้อย 1TB

ใช้เทอร์มินัลในการสร้าง Fusion Drive อีกครั้ง

ขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นการลบข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ในไดรฟ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Fusion Drive โดยถาวร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีข้อมูลสำรองแล้วก่อนที่จะดำเนินการต่อ

1. เปิดเครื่อง Mac แล้วกดปุ่ม Command-R หรือ Option-Command-R ค้างไว้ทันทีเพื่อเริ่มต้นระบบจากการกู้คืน macOS ปล่อยปุ่มเมื่อคุณเห็นโลโก้ Apple หรือรูปโลกหมุน

2. เมื่อคุณเห็นหน้าต่างยูทิลิตี้ macOS ให้เลือกยูทิลิตี้ > เทอร์มินัล จากแถบเมนู

3. พิมพ์คำสั่งนี้ในหน้าต่างเทอร์มินัล จากนั้นให้กด Return

diskutil list

4. เทอร์มินัลจะแสดงตารางข้อมูลเกี่ยวกับไดรฟ์ของคุณ ในคอลัมน์ IDENTIFIER ให้ค้นหาตัวระบุสำหรับไดรฟ์ภายในแต่ละไดรฟ์ทั้งสองไดรฟ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Fusion Drive โดยปกติแล้วตัวระบุจะเป็น disk0 และ disk1 ทั้งนี้ควรจะมีไดรฟ์หนึ่งที่มีขนาด 128GB หรือน้อยกว่า ส่วนอีกไดรฟ์หนึ่งควรมีขนาดอย่างน้อย 1TB

5. พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ โดยเปลี่ยนจากidentifier1 และ identifier2 เป็นตัวระบุที่ได้ในขั้นตอนก่อนหน้า จากนั้นกดปุ่ม Return

diskutil cs create Macintosh\ HD identifier1 identifier2

ตัวอย่าง:
diskutil cs create Macintosh\ HD disk0 disk1

หากคุณได้รับข้อผิดพลาดการเลิกเชื่อมต่อดิสก์ ให้ป้อน diskutil unmountDisk ตัวระบุ โดยใช้ตัวระบุแรกที่คุณรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นให้ป้อนคำสั่งเดิมอีกครั้งโดยใช้ตัวระบุที่สอง

6. พิมพ์คำสั่งนี้ จากนั้นให้กดปุ่ม Return

diskutil cs list

7. เทอร์มินัลจะแสดงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไดรฟ์ (โวลุ่ม) ของคุณ ค้นหาสตริงตัวเลขที่ปรากฏขึ้นหลังจาก "Logical Volume Group" สำหรับโวลุ่มที่ชื่อ Macintosh HD โดยตัวเลขจะมีลักษณะเช่น 8354AFC3-BF97-4589-A407-25453FD2815A

ตัวอย่าง:
+-- Logical Volume Group 8354AFC3-BF97-4589-A407-25453FD2815A
|   =========================================================
|   Name:         Macintosh HD

8. พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ โดยเปลี่ยนจาก logicalvolumegroup เป็นตัวเลขที่ได้ในขั้นตอนก่อนหน้า จากนั้นกดปุ่ม Return

diskutil cs createVolume logicalvolumegroup jhfs+ Macintosh\ HD 100%

ตัวอย่าง:
diskutil cs createVolume 8354AFC3-BF97-4589-A407-25453FD2815A jhfs+ Macintosh\ HD 100%

9. ออกจากเทอร์มินัลเพื่อกลับไปยังหน้าต่างยูทิลิตี้ macOS

10. เลือกติดตั้ง macOS ใหม่อีกครั้ง จากนั้นให้คลิกดำเนินการต่อเพื่อเริ่มติดตั้งระบบปฏิบัติการสำหรับ Mac อีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้ว Mac จะรีสตาร์ทจาก Fusion Drive โดยอัตโนมัติ

วันที่เผยแพร่: